Bhutan

  • Program
SPECIAL BHUTAN
BHUTAN4วัน 3คืน
บินเช้ากลับเย็น เที่ยวครบ...!!
เที่ยวภูฏานวิมานมังกรสันติ
ด้วยพื้นที่ส่วนใหญ่เป็นหุบเขาสูงกว่า   2,000  เมตรสลับกับ ภูเขาสูงชันกว่า  7,000 เมตร จึงเป็นที่มา ของชื่อ ภูฏานแปลว่าดินแดนบนที่สูง หรือ อาณาจักรบนฟ้า แต่ชาวภูฏานเรียกประเทศตนเองว่า ดรุกยุล หรือดินแดน แห่งมังกรผู้รักสันติและเรียกเผ่าพันธุ์ตนว่า ดรุกปา  หรือชาวมังกรสันติ  ดินแดนแห่งขุนเขาอันลึกลับแห่งนี้ทำให้ผู้ไปเยือน ชื่นตาสบายใจกับสายธารใสบริสุทธิ์ที่ทอดยาวไกลไปท่ามกลางความเขียวขจีของทุ่งนาป่าเขา จนเป็นอีกที่หนึ่งในโลกที่ได้ สมญานามว่า “สวิสแห่งเอเชีย” ด้วยพื้นที่ส่วนใหญ่เป็นหุบเขาสูงกว่า   2,000  เมตรสลับกับ ภูเขาสูงชันกว่า  7,000 เมตร จึงเป็นที่มา ของชื่อ ภูฏานแปลว่าดินแดนบนที่สูง หรือ อาณาจักรบนฟ้า แต่ชาวภูฏานเรียกประเทศตนเองว่า ดรุกยุล หรือดินแดน แห่งมังกรผู้รักสันติและเรียกเผ่าพันธุ์ตนว่า ดรุกปา  หรือชาวมังกรสันติ  ดินแดนแห่งขุนเขาอันลึกลับแห่งนี้ทำให้ผู้ไปเยือน ชื่นตาสบายใจกับสายธารใสบริสุทธิ์ที่ทอดยาวไกลไปท่ามกลางความเขียวขจีของทุ่งนาป่าเขา จนเป็นอีกที่หนึ่งในโลกที่ได้ สมญานามว่า “สวิสแห่งเอเชีย
  • ระบำพื้นเมืองและระบำหน้ากาก
  • อาหารเสริมจากเมืองไทยอย่างน้อยมื้อละ 1อย่าง
  • อาหารแต่ละมื้อจะมีเนื้อสัตว์อย่างน้อย 2อย่าง ยกเว้นที่บนเขาตั๊กซัง
  • -ทุกมื้อเช้าเราจัดเตรียมข้าวต้มและเครื่องเคียงสำหรับท่าน
  • น้ำดื่มวันละ 3ขวด
  • บริการชา กาแฟหลังอาหารเที่ยงหรือเย็นวันละ 1ครั้ง
  • รวมค่าม้าขึ้นวัดตั๊กซัง
วันแรกของการเดินทาง                       กรุงเทพฯ – พาโร – ทิมพู
0200 น.        พร้อมกันที่ท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ อาคารผู้โดยสารขาออกระหว่างประเทศ ชั้น 4 ประตูทางเข้าที่ 6 เคาน์เตอร์ Nสายการบินดรุ๊กแอร์
0430 น.        ✈ออกเดินทางสู่ภูฏาน โดยสายการบินดรุ๊กแอร์ เที่ยวบินที่ KB121
0810 น.        (เวลาท้องถิ่นภูฏาน ช้ากว่าเวลาประเทศไทย 1 ช.ม.)  ถึง สนามบินพาโร
(Paro International Airport)  เมืองหน้าด่านในหุบเขาแสนสวย ที่มีภูมิประเทศเหมาะที่สุดในการก่อสร้างสนามบินของภูฏาน เพลินชมอาคารที่พักผู้โดยสาร ซึ่งออกแบบก่อสร้างด้วยสถาปัตยกรรมแบบดั้งเดิม อันมีเอกลักษณ์ทางศิลปะที่น่าทึ่ง ด้วยการใช้วัสดุเป็นเครื่องไม้ เข้าสลักเชื่อมต่อกันโดยไม่ต้องใช้ตะปู ประดับลวดลายด้วยสีสันของภาพจิตรกรรม  และการแกะสลักอย่างวิจิตรบรรจง ส่วนที่เป็นหลังคาจะใช้การซ้อนแผ่นไม้ แล้วทับไว้ด้วยก้อนหินใหญ่เพื่อป้องกันความเสียหายจากแรงลมและหิมะตก
ผ่านขั้นตอนการตรวจคนเข้าเมืองและศุลกากรหลังจากผ่านพิธีการเข้าประเทศ
ให้ท่านแลกเงินงุลดรัม (Ngultrum) ที่สนามบินพาโร จากนั้นนำเดินทางด้วยรถมินิบัสเข้าสู่ดินแดนสุขาวดีบนเทือกเขาหิมาลัย  จากนั้นนำท่านเดินทางด้วยรถมินิบัส สู่ เมืองหลวงทิมพู (Thimphu)(ระยะทาง65 ก.ม. ใช้เวลาเดินทางประมาณ 1.45 ช.ม.) ผ่านชมทางหลวงแผ่นดินสายหลักของประเทศ เข้าสู่เขตช่องเขาตามแนวแม่น้ำพาชู 
แวะถ่ายรูป สำนักสงฆ์ตัมโช (Tamchoe Monastery) ที่มีสะพานแขวนทอดข้ามแม่น้ำซึ่งสร้างโดยพระโยคีลามะ ในศตวรรษที่15ชื่อ Thangtong Gyalpo ที่ เดินทางมาจากทิเบตเพื่อต้องการมาหาแร่เหล็ก และท่านได้คิดค้นการทำโซ่เหล็กเป็นครั้งแรก (มีจัดแสดงไว้ในพิพิธภัณฑ์พาโร)  นำเดินทางต่อไปผ่านชมเจดีย์สามองค์ริมฝั่งแม่น้ำ ซึ่งเป็นเจดีย์แบบทิเบต ภูฏาน และเนปาลที่จุดบรรจบของแม่น้ำพาชูกับแม่น้ำทิมพูชูที่บริเวณด่านชูซอม (Chuzom) เดินทางต่อท่ามกลางทิวทัศน์แสนสวยแปลกตาสู่นครหลวงทิมพู ที่มีความสูงจากระดับน้ำทะเล 2,350 เมตร  (ดอยอินทนนท์ 2,565 เมตร  เมืองมรดกโลกลี่เจียง 2,200 เมตร จงเตี้ยน(แชงกรีลล่า) 3,300 เมตร) 
เที่ยง             รับประทานอาหาร ณ ภัตตาคารสุโขทัย
ทางบริษัทได้จัดเตรียมชุด “คีรา” และ “โค” ชุดประจำชาติของภูฏานให้ท่านได้สวมใส่เที่ยวในเมืองทิมพู นำแวะชมวิวบนเนินเขา Kuenselphodrangเหนือตัวเมืองในจุดที่มีฮวงจุ้ยดีที่สุดในประเทศภูฏาน พร้อมนมัสการพระพุทธรูปหล่อสัมริดประทับนั่งกลางแจ้ง Big Buddhaสูง 51.50เมตร องค์ใหญ่ที่สุดในโลก ซึ่งเกิดขึ้นมาจากการรวมพลังของชาวพุทธจากทั่วโลก โดยได้ต้นแบบมาจากพระพุทธรูปที่ประดิษฐานอยู่ในสถูปพุทธคยา ประเทศอินเดีย
จากนั้นนำชมอนุสรณ์สถาน (Memorial Chorten) หรือมหาสถูปที่พระเจ้าจิกมี ดอร์จี วังชุก กษัตริย์องค์ที่3 หรือพระบิดาแห่งภูฏานยุคใหม่ (King of Modernization)ที่ปกครองภูฏาน ในช่วงปี ค.ศ.1952 – 1972  ทรงมีพระประสงค์จะสร้างสถูปเพื่อถวายเป็นพุทธบูชา แทนสัญลักษณ์ กาย วาจาและใจ
ของพระพุทธศาสนา แต่ท่านได้เสด็จสวรรคตเสียก่อน สมเด็จพระราชินีจึงได้ดำเนินการสร้างต่อจนแล้วเสร็จ หลังจากนั้นนำเข้าชมภายในทิมพู ซอง (Thimpu Dzong) หรือมีชื่อเป็นทางการว่า  “ตาชิโช ซอง” (Tashicho Dzong)  ซึ่งเป็นป้อมปราการที่ตั้งของสำนักพระราชวัง และทำเนียบรัฐบาล มีห้องทำงานมาก กว่า 100ห้อง   ในส่วนของมหาอารามนั้นจะมีตำหนักที่ประทับฤดูร้อนของสมเด็จพระสังฆราช ในส่วนของซองแห่งนี้จะอนุญาตให้นักท่องเที่ยวเข้าชม ได้เฉพาะในส่วนของบริเวณวัด ซึ่งที่ในโบสถ์มีพระประธานเป็นพระพุทธเจ้าศรีศากยมุนี พระโพธิสัตว์  ท่านคุรุปัทมสัมภวะ และท่านซับดรุง งาวัง นัมเกลซึ่งเป็นผู้รวบรวมชนเผ่าจนเกิดเป็นประเทศภูฏาน ชมการตกแต่งภาพจิตรกรรมฝาผนังและผ้าพระบทที่เล่าเรื่องราวในพุทธศาสนา โดยเฉพาะเรื่องราวของการแสดงบารมีในปางต่างๆของ “พระปัทมสัมภวะ” หรือ “พระปทุมสมภพ”  (แปลว่าผู้กำเนิดจากดอกบัว) เป็นภาคหนึ่งของพระพุทธเจ้าตามแนวคิดของนิกายมหายาน
ค่ำ                    รับประทานอาหารค่ำณ ภัตราคารของโรงแรม
                        นำทุกท่านเข้าสู่ที่พัก
ที่พัก                Punsho Pelri Hotel หรือ เทียบเท่า
วันสองของการเดินทาง                       ทิมพู –ปูนาคา – ทิมพู
เช้า                  รับประทานอาหารเช้า ณ ห้องอาหารของโรงแรม
หลังอาหารเช้า ออกเดินทางเข้าสู่เขตเทือกเขาสูงที่อุดมสมบูรณ์ด้วยป่าสนกึ่งป่าดงดิบ จนถึงช่องเขาโดชูลาพาส (Dochula Pass) หรือ ช่องเขาศิลาที่มีระดับความสูง  3,145 เมตร ซึ่งมีกลุ่มสถูป ดรุค วังเกล (Druk  Wangyel Chorten)หรือสถูปแห่งความเป็นสิริมงคลและ สันติสุขของแผ่นดิน 108 องค์ ที่สร้างขึ้นโดยสมเด็จพระราชินี  อะชิ ดอร์จิ วังโม วังซุก (ร.4) เพื่อ ถวายพระโพธิสัตว์และพระอรหันต์108องค์และเพื่อเป็นอนุสรณ์สถานแห่งความสงบสุขที่เกิดขึ้นหลังจากการปราบกบฏอัสสัมที่เข้ามาใช้พื้นที่ประเทศภูฏานในการต่อสู้กับรัฐบาลอินเดีย ขอเชิญทุกท่านแวะชิมชา กาแฟและขนมว่างท่ามกลางบรรยากาศแสนสวยสุดแสนโรแมนติค ณ จุดชมวิวบนเขา  ซึ่งในวันที่อากาศสดใสจะมองเห็นยอดเขาโต๊ะที่มียอดแบนราบเหมือนโต๊ะและยอดเขาอื่นๆบนเทือกเขาหิมาลัย ที่สูงกว่า 7,000 เมตรจากระดับน้ำทะเล จากนั้นนำเดินทางข้ามภูเขาที่สูงเหนือม่านเมฆ สัมผัสกลิ่นหอมของดอกไม้ป่า ชมวิวบนเทือกเขาและเพลินชมหมู่บ้านกลางหุบเขาที่มีการทำนาแบบขั้นบันได เลาะเลียบแม่น้ำ Puna Tsang Chhu  เข้าสู่เมืองหลวงเก่า ปูนาคา (Punakha)ที่มีภูมิประเทศสูงจากระดับน้ำทะเล 1,300 เมตร  และมีอากาศที่อบอุ่นกว่าเมืองทิมพู ด้วยเหตุนี้กษัตริย์ภูฏานและ สมเด็จพระสังฆราชจะทรงเสด็จแปรพระราชฐานมาปูนาคาในฤดูหนาว (เดือน พ.ย - เม.ย) ปูนาคาจึงเปรียบเสมือน  “เมืองหลวงฤดูหนาว”(Winter Capital) ในขณที่ทิมพูเป็น “เมืองหลวงฤดูร้อน”(Summer Capital) และเป็นเมืองหลวงทางราชการ นำท่านเข้าชม ปูนาคาซอง (Punakha Dzong)  ซึ่งเป็นซองขนาดใหญ่ และสำคัญที่สุด เป็นสถานที่เก็บ พระอัฐิ ของท่านธรรมราชาซับดรุง งาวัง นัมเกล ผู้รวมชาติภูฏาน และ ยังเป็นสถานที่ ซึ่งพระเจ้าอุกเยน วังชุก กษัตริย์พระองค์แรก ได้กระทำพิธีบรมราชาภิเษกขึ้นเป็นปฐมกษัตริย์แห่งภูฏาน  เมื่อวันที่ 17 ธันวาคม  พ.ศ. 2450 ( ต่อมาจึงกำหนดให้ทุกวันที่ 17  ธ.ค. เป็นวันชาติภูฏาน)  ภายในซองแห่งนี้มีพระตำหนักและท้องพระโรงซึ่งใช้เป็นสถานประกอบพระราชพิธีต่างๆ ยังมีศาลาว่าการเมือง ลานสนามหลวง  มหาธาตุเจดีย์ หอพระ โบสถ์ วิหาร กุฏิพระลามะ ที่สร้างขึ้นในซองนี้ถึง 21 แห่ง  มีภิกษุสามเณรจำพรรษากว่า  6,000 รูป แม้จะเคยเกิดไฟไหม้ถึง 6 ครั้ง เกิดน้ำท่วม และแผ่นดินไหว แต่ปูนาคา ซอง ก็ยังคงความงามสง่า  “ปูนาคา ซอง” มีตำนานเป็นพุทธทำนายโดย  “คุรุริมโปเช” หรือท่าน “คุรุปัทมสัมภวะ” ว่า ณ ที่แห่งนี้ จะมีบุรุษนาม “นัมเกล” มาสร้างป้อมปราการเป็นสังฆมณฑล(ซอง) ขึ้นที่บริเวณด้านหน้าภูเขารูปงวงช้างที่มีแม่น้ำสองสายมาบรรจบกัน  ซึ่งคำทำนายนั้นได้กลายเป็นความจริง   เมื่อท่านซับดรุง  งาวัง  นัมเกล  พระลามะผู้ที่ได้นำพระบรมสารีริกธาตุจากทิเบตเข้ามาประดิษฐานในภูฏาน และได้สร้าง “เซอรี่ดอร์จีซอง”และ“ซิมโทกา ซอง”ในบริเวณช่องเขาเมืองทิมพู  เพื่อใช้เป็นสำนักเพื่อการประกาศศาสนา  ในปีพ.ศ.2163และพ.ศ.2172ตามลำดับ หลังจากนั้นจึงมาสร้าง“ปูนาคา ซอง”ขึ้นในปีพ.ศ.2182  ณ จุดบรรจบลำน้ำโม (โม=ผู้หญิง)  กับลำน้ำ โป (โป=ชาย)ที่รวมกันเป็นแม่น้ำ ปูนาซัง ซึ่งในบริเวณนี้เคยเป็นที่ตั้งสำนักของนักบวชโยคีมาก่อน  ท่านได้รับแรงศรัทธาอย่างมากมาย จึงได้รับยกย่องให้เป็น “ซับดรุง” หมายถึง “ ผู้พิชิตที่ศัตรูจะต้องสยบแทบเท้า”จากนั้นก็ได้สร้าง “ตาชิโช  ซอง”ที่ทิมพูอีกหนึ่งแห่งในปีพ.ศ.2184  แล้วก็ได้ประกาศการเป็นพระสังฆธรรมราชาเพื่อการเผยแผ่ศาสนานิกายนิงมาปาหรือดรุ๊กปาและได้รวมชาติของชนเผ่าต่าง ๆจนเกิดเป็นราชอาณาจักรภูฏานในเวลาต่อมา)
เที่ยง               รับประทานอาหารกลางวัน ณ โรงแรม Zhingkham resort
จากนั้นนำเดินทางสู่หมู่บ้านโลเบซ่า(Lobesa)ที่ชาวบ้านส่วนใหญ่ได้ตกแต่งผนังอาคารบ้านเรือนด้วยรูปอวัยวะเพศชายตามความเชื่อเรื่องสิริมงคลแห่งการป้องกันสิ่งชั่วร้ายและพลังของการให้กำเนิดชีวิต   เพลิดเพลินชมท้องทุ่งนากลางหุบเขา แล้วนำเข้าสู่วัดชิมิ (Chimi Lhakhang)หรือ วัดแห่งการเกิด ที่สร้างขึ้นตั้งแต่ศตวรรษที่ 15 โดยท่านDrukpa Kuenley นักบวชลามะผู้ที่เต็มไปด้วยเวทย์มนต์พลังลึกลับและอิทธิปาฏิหาริย์   ท่านได้สะกดวิญญาณนางปีศาจร้ายที่แฝงตัวมาในรูปของสุนัขสีแดงเอาไว้ใต้เจดีย์ด้วยเครื่องมือที่เป็นรูปอวัยวะเพศชาย ทำให้วัดแห่งนี้มีอีกชื่อหนึ่งว่า No Dog Templeและยังได้เนรมิตรแพะผสมวัวให้กลายเป็นตัวทาคินอีกด้วย  ชาวภูฏานจึงนิยมมาขอพรเพื่อเพิ่มพลังให้ชีวิตและการขอบุตรกันที่วัด “ชิมิลาคัง” ซึ่งในโบสถ์จะมีรูปบูชาของท่าน และจะมีพระลามะทำพิธีให้พรด้วยการใช้เครื่องหมายเพศชายและคันธนูเคาะเบาๆที่ศีรษะ  จากนั้นจะรินน้ำมนต์ ซึ่งตามธรรมเนียมเราต้องใช้ฝ่ามือทั้งสองรับน้ำมนต์มาแตะที่ริมฝีปากก่อนที่จะนำไปลูบที่ศรีษะ
***(ท่านที่มีความประสงค์จะเดินไปนมัสการและขอพรที่วัด ชิมิ จะมีไกด์พาไปถึงที่วัด ใช้เวลาเดินถึงวัดประมาณ 30นาที)
จากนั้นนำท่านเดินทางกลับสู่เมืองทิมพู แวะชมซิมโทกาซอง(Simtokha Dzong)ซึ่งเป็นซองที่เก่าแก่ที่สุดอีกแห่งหนึ่งของประเทศ สร้างขึ้นในสมัยรวมชาติ ใช้เป็นโรงเรียนสอนภาษา“ซองคา”ซึ่งเป็นภาษาประจำชาติ และใช้เป็นโรงเรียนสอนศาสนาสำหรับสามเณรลามะ 
ค่ำ                    รับประทานอาหารค่ำ ณ ภัตตาคาร ของโรงแรม
                        นำท่านเข้าสู่โรงแรมที่พัก
ที่พัก                Punsho Pelri Hotel หรือ เทียบเท่า
วันสามของการเดินทาง                       ทิมพู –วัดตั๊กซัง - พาโร
  เช้า                รับประทานอาหารเช้า ณ ห้องอาหารของโรงแรม
หลังอาหารเช้านำนั่งรถมินิบัสเข้าสู่เส้นทางหลวงเลาะเลียบแม่น้ำ ทิมพูชู 
สู่เมืองพาโร  เข้าสู่บริเวณเชิงเขา จากนั้นนำเดินเท้า(หรือขี่ม้า)ขึ้นสู่ยอดเขา  ซึ่งแบ่งการเดินออกเป็น2ช่วง  ใช้เวลาช่วงละประมาณ 2ชั่วโมง ที่ระดับความสูงเฉลี่ย2,000-3,000เมตร ในเส้นทางแสวงบุญของชาวพุทธมหายานที่ยิ่งใหญ่ระดับโลก  ขอเชิญแวะพักเหนื่อยชมภาพมหัศจรรย์ของวัดตั๊กซังที่เกาะเกี่ยวอยู่บนหน้าผาสูง ดื่มชากาแฟที่จุดชมวิวTaktshang Cafeในช่วงที่1 (เป็นจุดที่ตั้งภัตตาคารอาหารกลางวัน) จากนั้นท่านที่ยังมีพลังศรัทธาแรงกล้าจะร่วมกันเดินข้ามเขาในช่วงที่สอง (เดินประมาณ2 ช.ม.) เข้าสู่วัดตั๊กซัง (Taktshang Lhakhang) หรือวัดถ้ำเสือ ซึ่งเป็นวัดถ้ำ13วัดที่สร้างเกาะเกี่ยวกันอยู่บนหน้าผาที่ดูเหมือนวิมานสวรรค์ล่องลอยอยู่เหนือกลุ่มเมฆ  นับเป็นวัดที่น่ามหัศจรรย์1ใน10ของโลก  และมีความสำคัญที่สุดของชาวภูฏาน ซึ่งทุกคนจะต้องขึ้นไปให้ได้ครั้งหนึ่งในชีวิต  ....ตามตำนาน ที่เชื่อกันว่า ถ้ำเสื้อหรือรังเสือ (Tiger Nest)แห่งนี้คือสถานที่ๆ กูรู ริมโปเช หรือ ท่านปัทมสัมภวะ ผู้เป็นปรมาจารย์แห่งคำสอนแบบ วัชรญานตันตระที่เดินทางโปรดสัตว์มาจากทิเบต ได้ขี่นางเสือ (หมายถึงศัก-ติ หรือพลังปัญญาจากเพศหญิงที่แปลงสภาพเป็นนางเสือ) ขึ้นไปสร้างสมบุญบารมีนั่งวิปัสสนากรรมฐานบำเพ็ญสมาธิภาวนาอยู่ในถ้ำนานถึง3เดือน  ก่อนที่ท่านจะได้ประกาศคำสอนสู่สานุศิษย์เพื่อเผยแผ่พระศาสนาสู่ดินแดนพุทธภูมิภูฏาน ในพุทธศตวรรษที่12การเดินขึ้นไปถึงวัดตั้กซัง ต้องมีความพร้อมทั้งร่างกายและจิตใจ อากาศบนที่สูงเบาบางซึ่งอาจจะทำให้เหนื่อยง่าย ท่านที่ต้องการสละสิทธิ์กรุณาแจ้งล่วงหน้า เพื่อจัดเตรียมการดูแล
เที่ยง             รับประทานอาหารกลางวัน Takshang café
หลังอาหารนำท่านเดินลงจากเขาจากนั้นอิสระให้ท่านพักผ่อนตามอัธยาศัย และอิสระช็อปปิ้งที่เมืองพาโร
พิเศษ             ก่อนอาหารค่ำ นำชมนาฏศิลป์ภูฏานในชุดระบำหน้ากากที่ใช้ประกอบพิธีกรรมทางศาสนา และ ชมการเต้นรำพื้นเมืองของชนเผ่าที่อาศัยอยู่ทั่วประเทศ
ค่ำ                    รับประทานอาหารค่ำ ณ ภัตตาคาร ของโรงแรม
                        นำท่านเข้าสู่โรงแรมที่พัก
ที่พัก                โรงแรม Olathang หรือ เทียบเท่า      
วันสี่ของการเดินทาง                             พาโร– กรุงเทพ ฯ
  เช้า               รับประทานอาหารเช้า ณ ห้องอาหารของโรงแรม
นำเข้าชม พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติเมืองพาโร (Paro National Museum) ซึ่งกษัตริย์ จิกมี่ ดอร์จิ วังชุก รัชกาลที่ 3  ผู้เป็น “บิดาแห่งภูฏานยุคใหม่” ได้รวบรวมศิลปวัตถุเก็บไว้ใน “ป้อมกลมหอรบโบราณ” หรือ ตาซอง (Ta Dzong) (ที่สร้างขึ้นตั้งแต่พ.ศ.2192ร่วมสมัยพระเจ้าปราสาททองแห่งกรุงศรีอยุธยา) พระองค์ได้จัดทำป้อมกลมให้เป็นพิพิธภัณฑ์ ใน พ.ศ.2511ต่อมาได้เกิดแผ่นดินไหวที่ทำให้ป้อมโบราณเสียหาย  จึงได้สร้างอาคารพิพิธภัณฑ์หลังใหม่ขึ้นมาแทนที่  ชมหน้ากากที่ใช้สวมแสดงในงานเทศกาลสำคัญจากทั่วประเทศ  ชมงานพุทธศิลป์ของการทำผ้าพระบท (ตังกา)  ภาพแผนภูมิศักดิ์สิทธิ์ของชาวพุทธนิกายวัชรยาน (มันดาลา) เครื่องแต่งกาย สิ่งของเครื่องใช้ อาวุธ  เครื่องดนตรี คัมภีร์ทางศาสนา  ความรู้ทางชีววิทยาบนเทือกเขาหิมาลัย 
จากนั้นนำท่านเดินทางเข้าชมพาโร ซอง (Paro Dzong) ที่สร้างขึ้นริมฝั่งแม่น้ำพาชู เป็นสัญลักษณ์สำคัญ ที่เกี่ยวข้องกับจิตวิญญาณของชาวภูฏาน  ซอง คืออาณาบริเวณที่ใช้เป็นป้อมปราการ พระราชวัง  อารามหลวง หอบูชาพระพุทธเจ้า  พระโพธิสัตว์และพระอรหันต์  เป็นศูนย์ราชการ  โรงเรียนสอนศาสนา สถานที่ประดิษฐานสิ่งศักดิ์สิทธิ์  และเป็นลานเอนกประสงค์ ซึ่งในทุกเขตการปกครองจะมีซองประจำเขตของตนเองการออกแบบซองทุกแห่งจะได้แนวคิดมาจากแผนภูมิของจักรวาลที่มีศูนย์กลางเป็นพุทธภูมิ ซึ่งเป็นความเชื่อของลัทธิตันตรยาน วัชรยานและมหายาน  และพาโรซองแห่งนี้ก็ยังได้เคยใช้เป็นสถานที่ถ่ายทำภาพยนตร์พุทธประวัติ เรื่องLittle Buddha  เมื่อปีค.ศ.1991ฉะนั้นการเข้าไปในซองทุกแห่งจะต้องแสดงการเคารพ ด้วยการแต่งกายสุภาพเรียบร้อย ไม่เป็นชุดสั้น ไม่ใส่เสื้อยืดแขนสั้น  ไม่กางร่ม และไม่สวมหมวก ส่วนชาวภูฏานทุกคนจะต้องสวมชุดประจำชาติ
เที่ยง                รับประทานอาหารเที่ยง ณ ภัตตาคาร
เดินทางสู่ วัดคิชู (Kichu Temple) อายุ1,300 ปี วัดเก่าแก่ที่สุดแห่งหนึ่งของภูฏาน  ที่ตามประวัติว่าสร้าง ตั้งแต่สมัยที่ภูฏานยังเป็นดินแดนส่วนหนึ่งของทิเบต  ซึ่งกษัตริย์ซองเซนกัมโป  ที่ชาวทิเบตยกย่องว่า  เป็นผู้อัญเชิญศาสนาพุทธสายวัชรยานตันตระมาประดิษฐานในทิเบต และโปรดให้สร้างวัดขึ้น 108 แห่ง เพื่อตอกหมุดสะกดอวัยวะ 108 จุดของยักษ์ตนหนึ่งซึ่งนอนแผ่ขวางกั้นการประกาศพระธรรมจักรบนเทีอกเขาหิมาลัย  โดยที่พระองค์ทรงมุ่งหมายที่จะให้สัจธรรมคำสอนของพระพุทธเจ้าเผยแผ่ไปทั่วดินแดนแห่งนี้ จุดที่สร้างวัดคิชูที่เมืองพาโรเป็นเท้าซ้ายของยักษ์  (อีกวัดหนึ่งในภูฏานอยู่ที่เมืองบุมทัง วัดจัมเบสร้างตรงเข่าซ้ายของยักษ์) นำเข้าชมวิหารเก่าแก่ตั้งแต่สมัยกษัตริย์ ซองเซน กัมโป ซึ่งตรงบริเวณพื้นไม้เบื้องหน้าพระพุทธเจ้าศรีศากยมุนี มีร่องรอยบุ๋มลึกอย่างชัดเจน เนื่องจากมีผู้แสวงบุญจำนวนมากมายืนก้มลงกราบพระแบบ  “อัษฎางคประดิษฐ์” (ร่างกายแตะพื้น 8 จุด) ซ้ำ ๆ กันเป็นเวลานานนับพันปี  ขอเชิญชมต้นสนไซเปรสไม้ประจำชาติต้นเก่าแก่ที่หน้าวัด จากนั้นนำเดินทางสู่สนามบินเมืองพาโร
16.05 น.          ✈ออกเดินทางกลับสู่ กรุงเทพฯ ด้วยสายการบินดรุ๊กแอร์ เที่ยวบินที่ KB140
21.50 น.          ถึงท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ กรุงเทพฯ โดยสวัสดิภาพ
หมายเหตุ:
* รายการอาจมีการเปลี่ยนแปลงตามความเหมาะสมโดยคำนึงถึงประโยชน์ของผู้เดินทางเป็นหลัก
** วังดีโพดรางซอง ปิดซ่อมแซมเนื่องจากเกิดไฟไหม้จึงละเส้นทางเยี่ยมชมนี้
** ชมระบำหน้ากาก สำหรับ 10 ท่านขึ้นไป
อัตราค่าบริการต่อท่าน
วันที่ออกเดินทาง
พักห้องคู่
พักเดี่ยว(เพิ่ม)
5 – 8 ก.ค 2561
27 – 30 ก.ค 2561
10 – 13 ส.ค 2561
6 – 9 ก.ย 2561
20 – 23 ต.ค 2561
 
 
45,999 บาท
 
 
5,500 บาท
 
หมายเหตุ
- ออกเดินทางเดินทาง  15 ท่านขึ้นไป
- ราคานี้ไม่รวม ทิป ไกด์(ภูฏาน) ,คนขับ ,รถกระเป๋า,และเจ้าหน้าที่ชาวภูฏานที่คอยให้บริการ      ตลอดการเดินทาง ท่านละ 30 USDต่อทริป ต่อท่าน
- ทิปหัวหน้าทัวร์ที่เดินทางและให้บริการ 300 บาท ต่อทริป ต่อท่าน