Buddhist Circuit Train

 

รายการเดินทางไปประเทศอินเดียและเนปาล
นมัสการพุทธสังเวชนียสถานทั้ง ๔ แห่ง
โดยรถไฟขบวนพิเศษสายสังเวชนียสถาน
Buddhist Circuit Train

 

  • Program
รายการเดินทางไปประเทศอินเดียและเนปาล
นมัสการพุทธสังเวชนียสถานทั้ง ๔ แห่ง
โดยรถไฟขบวนพิเศษ Buddhist Circuit Train
บินโดยสายการบิน Thai Airways
 
 
ตารางการเดินทางสำหรับปี พ.ศ. 2561-2563
ตารางการเดินทาง
ปี 2561
ปี 2562
ปี 2563
7 – 16 ธันวาคม**
4 – 13 มกราคม**
18 – 27 มกราคม**
10 – 19 มกราคม
24 มกราคม – 2 กุมภาพันธ์
 
1 – 10 กุมภาพันธ์
15 – 24 กุมภาพันธ์
7 – 16 กุมภาพันธ์
21 กุมภาพันธ์ – 1 มีนาคม
 
1 – 10 มีนาคม
22 – 31 มีนาคม
13 – 22 มีนาคม
27 มีนาคม – 5 เมษายน
 
 
20 – 29 กันยายน
 
 
4 – 13 ตุลาคม
18 – 27 ตุลาคม
 
 
1 – 10 พฤศจิกายน
15 – 24 พฤศจิกายน
29 พฤศจิกายน – 8 ธันวาคม
 
 
13 – 22 ธันวาคม
27 ธันวาคม – 5 มกราคม
 
                                       **PROMOTION
 
วันแรกของการเดินทาง      กรุงเทพฯ  – เดลลี–  พุทธคยา
1700น.   คณะพร้อมกัน ณ ท่าอากาศยานนานาชาติสุวรรณภูมิอาคารผู้โดยสารขาออกระหว่างประเทศ เคาน์เตอร์สายการบิน Thai Airways ช่องทางเข้าที่ 3 แถว D เจ้าหน้าที่บริษัทนิสโก้ทราเวล จะคอยให้การต้อนรับและอำนวยความสะดวกแก่ท่านในการตรวจเช็คสัมภาระและบัตรโดยสารก่อนการเดินทาง
2000น.     ออกเดินทางสู่ เมืองนิวเดลลี ประเทศอินเดีย โดยสายการบิน Thai Airways เที่ยวบินที่ TG 315 (เวลาท้องถิ่นในประเทศอินเดียช้ากว่าในประเทศไทย1ชั่วโมง 30นาที)
2300น.   เดินทางถึง ท่าอากาศยานนานาชาติอินทิรา คานธี เมืองเดลลี ตามเวลาท้องถิ่นหลังผ่านพิธีการตรวจคนเข้าเมือง และด่านศุลกากรเรียบร้อยแล้ว นำท่านเดินทางสู่โรงแรมที่พัก Crowne Plaza Delhi หรือเทียบเท่า
วันที่สองของการเดินทาง             เดลลี – พุทธคยา
เช้า      รับประทานอาหารเช้า ณ ห้องอาหารของโรงแรม
0800 น    หลังจากรับประทานอาหารแล้ว นำคณะเดินทางผ่านชมย่านประตูอินเดียเกต ที่สร้างขึ้น เลียนแบบประตูชัยของปารีส ผ่านชมอาคารทำเนียบประธานาธิบดี และ ที่ทำการรัฐสภา และเข้าชม “สวามินารายัน อัคชาร์ดาห์ม” (Swaminarayan Akshardham)วิหารอันวิจิตรตระการตาผสมผสานลักษณะทางสถาปัตยกรรมอันหลากหลายของอินเดียเข้าด้วยกัน มีพื้นทีทั้งหมด 30 เอเคอร์ ใช้เวลาก่อสร้างทั้งหมด 5 ปี ใช้ช่างศิลปะและสถาปนิกจำนวน 7,000 คน เป็นสถาปัตยกรรมอันน่าทึ่ง สวยงามน่าดูชมจากทุกมุมมอง
 
1130 น     รับประทานอาหารกลางวัน ณ ภัตตาคาร
1300 น.  นำคณะเดินทางเข้าสู่ สถานีรถไฟซัฟดาจาง (Safdarjung)เพื่อขึ้นขบวนรถไฟขบวนพิเศษ Buddhist Circuit Trainเป็นขบวนรถไฟที่จัดขึ้นเป็นพิเศษโดยการรถไฟอินเดียสำหรับการเดินทางเยือนสถานที่สำคัญในทางพระพุทธศาสนาโดยไม่เหนื่อยเลย
 
1330 น    เดินทางถึง สถานีรถไฟ ซัฟดาจาง (Safdarjung)คณะรับการต้อนรับอย่างอบอุ่นและเป็นกันเองจากเจ้าหน้าที่รถไฟ IRCTC เช็คอิน พร้อมพักผ่อนและรับประทานอาหารว่าง(กรุณาตรวจเช็คสัมภาระของท่านก่อนเช็คอินขึ้นรถไฟ)
 
1430 น   รถไฟขบวนพิเศษ Buddhist Circuit Trainเคลื่อนขบวนพร้อมออกเดินทางสู่เมืองคยา เมืองที่สำคัญทางพระพุทธศาสนา เจ้าหน้าที่บริการบนรถไฟเสิร์ฟของว่าง ชา กาแฟ ระหว่างรถเคลื่อนออกจากสถานี คณะพักผ่อนตามอัธยาศัย
 
ค่ำ     รับประทานอาหารค่ำบนรถไฟ
พักผ่อนบนเตียงนอนรถไฟ ซึ่งเป็นตู้นอนปรับอากาศ ตามอัธยาศัย
ในคืนนี้คณะเตรียมกระเป๋าใบเล็กแบ่งใส่เสื้อผ้าและข้าวของเครื่องใช้ส่วนตัวไว้ สำหรับค้างคืนที่โรงแรม 1 คืน  ส่วนกระเป๋าเดินทางหรือสัมภาระอื่นๆสามารถทิ้งไว้บนรถไฟได้  เจ้าหน้าที่ของการรถไฟจะคอยดูแล สัมภาระ ระหว่างการเดินทางของคณะ  โดยในแต่ละโบกี้รถไฟจะมีเจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัย คอยตรวจตราดูแลตลอด 24 ชั่วโมง
วันที่สามของการเดินทาง            พุทธคยา
0500 น     ตื่นเช้า พร้อมดื่มชา กาแฟ ที่เสิร์ฟโดย เจ้าหน้าที่บริกร IRCTC
0530 น     ขบวนรถไฟพิเศษ สาย Buddhist Circuit Trainเดินทางถึง เมืองคยา (Gaya)ในรัฐพิหาร
คณะเตรียมสัมภาระใบเล็ก  เพื่อเดินทางลง จากขบวนรถไฟ  สู่รถโค้ชปรับอากาศ จากนั้นนำคณะเดินทางสู่ โรงแรมที่พัก โดยใช้เวลาเดินทางประมาณ 45 นาที ระยะทาง 16 กิโลเมตร เพื่ออาบน้ำชำระร่างกายในตอนเช้า
 
0800 น    รับประทานอาหารเช้า ณ ห้องอาหารโรงแรม
 
0900 น   หลังอาหารเช้า นำคณะเดินทางเข้าสู่พุทธคยา สถานที่ตรัสรู้ขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า บรมศาสดาแห่งศาสนาพุทธ สถานที่แห่งนี้เป็นศูนย์รวมของพุทธศาสนิกชนทั่วโลก และ เป็นจุดกำเนิดของศาสนาพุทธเป็นสถานที่ที่พระพุทธองค์ทรงค้นพบสัจธรรมอันยิ่งใหญ่ เข้าชม นำคณะเข้า เยี่ยมชมสักการะ มหาเจดีย์พุทธคยา ซึ่งมีความสูง 52 เมตร มีองค์ประกอบส่วนยอดเป็นเจดีย์ทรงระฆังคว่ำ ส่วนกลางเป็นทรงปรางค์คล้ายพีระมิด และส่วนล่างนั้นเป็นวิหารซึ่งสามารถประกอบศาสนกิจได้ และภายในวิหารเป็นที่ประดิษฐานของ พระพุทธเมตตา ซึ่งเป็นพระพุทธปฏิมากรปางมารวิชัย ที่สวยงามมาก สร้างจากหินแกรนิตสีดำในสมัยราชวงศ์ปาละ มีอายุกว่า 1,500 ปี ให้ท่านได้มีเวลา สักการะบูชา  อธิษฐานขอพร พระพุทธเมตตา ด้านหลังของมหาเจดีย์พุทธคยาเป็นสถานที่พระพุทธองค์ทรงตรัสรู้ ณ ใต้ต้นพระศรีมหาโพธิ์  และระหว่างต้นพระศรีมหาโพธิ์กับมหาเจดีย์พุทธ
คยาประดิษฐานพระแท่นวัชรอาสน์ ที่พระพุทธองค์ทรงเสด็จขึ้นประทับบำเพ็ญเพียรด้วยสมาธิ โดยพระแท่นวัชรอาสน์เป็นแท่นหินสี่เหลี่ยมสลักลวดลาย สร้างโดยพระเจ้าอโศกมหาราช    
 
เที่ยง     รับประทานอาหารกลางวัน ณ ห้องอาหารของโรงแรม
 
1300 น        นำคณะเดินทางไปยังบริเวณ บ้านนางสุชาดา ซึ่งนางสุชาดานั้นเป็นผู้ถวายข้าวมธุปายาส
( ข้าวที่หุงกวนด้วยน้ำผึ้งและนม ) ด้วยเข้าใจว่าพระพุทธองค์ที่นั่งสงบอยู่ใต้ต้นไม้คือรุกขเทวดาที่ช่วยให้นางได้ลูกชายสมปรารถนาจึงนำข้าวมธุปายาสใส่ถาดทองไปถวายเพื่อแก้บน หลังจากฉันท์อาหารนั้นแล้ว พระพุทธองค์ได้นำถาดทองคำนี้มาที่ริมแม่น้ำเนรัญชรา แล้วทรงอธิษฐานเสี่ยงพระบารมีว่า “ถ้าทรงได้ตรัสรู้แก่พระปรมาภิเสกสัมโพธิญาณแล้วขอให้ถาดนี้ลอยทวนกระแสน้ำขึ้นไป ”แล้วทรงลอยถาดนั้นลงแม่น้ำ ขณะนั้นอานุภาพพระบารมีของพระองค์ซึ่งทรงบำเพ็ญมาบริบูรณ์ดีแล้ว ได้แสดงให้เห็นความอัศจรรย์ ถาดทองนั้นได้ลอยทวนกระแสน้ำขึ้นไปประมาณ 1 เส้น แล้วถาดทองนั้นก็จมลงในแม่น้ำจึงเรียกแม่น้ำนี้ว่า “แม่น้ำแห่งการตรัสรู้ ”  จากนั้นนำคณะเดินทางไปชมความสวยงามของศิลปกรรมและความแตกต่างทางสถาปัตยกรรมทางพุทธศาสนาของแต่ละประเทศทั้งสายเถรวาทและสายมหายานของวัดพุทธนานาชาติ ไม่ว่าจะเป็น วัดศรีลังกา วัดพม่า วัดทิเบต วัดภูฏาน วัดเกาหลี วัดจีน วัดญี่ปุ่น ซี่งอยู่ในบริเวณใกล้เคียงกันได้เวลาพอสมควรนำคณะเดินทางกลับเข้าสู่โรงแรมที่พัก     
                   
1800 น    คณะเดินทางกลับเข้าสู่โรงแรมที่พัก
ค่ำ           รับประทานอาหารค่ำ  ณ ห้องอาหารของโรงแรม
หลังอาหารค่ำ อิสระให้ท่านพักผ่อนหรือกลับไปที่พุทธคยาเพื่อไปสวดมนต์หรือทำสมาธิ  ณ บริเวณใต้ต้นพระศรีมหาโพธิ์ ได้ตามอัธยาศัย (สถานที่ศักดิ์สิทธิ์ จะปิดเวลา 2130 น) วันนี้ คณะพักค้างคืน ณ โรงแรม ในเมืองคยา
วันที่สี่ของการเดินทาง      คยา –ราชคฤห์ –นาลันทา –คยา
0530 น     รับประทานอาหารเช้า ณ ห้องอาหารของโรงแรม
 
0600 น    คณะออกเดินทางโดยรถโค้ชปรับอากาศไปยัง เมืองราชคฤห์ ระยะทาง 85 กิโลเมตรเมืองราชคฤห์ เป็นอดีตมหานครอันยิ่งใหญ่แห่งแคว้นมคธในสมัยพุทธกาลและเป็นเมืองศูนย์กลางในการเผยแผ่พระพุทธศาสนาเป็นครั้งแรก จัดเป็นเมืองใหญ่หนึ่งในหกของอินเดียโบราณตั้งอยู่ทางตะวันออกของชมพูทวีป ซึ่งปัจจุบัน คือ จังหวัดนาลันทา ในรัฐพิหาร ภายในตัวเมืองนั้นจะเป็นเมืองเก่ามีผู้คนอาศัยอยู่ไม่มากนัก แต่ภายนอกออกไปทางด้านนาลันทาจะเป็นชุมชนใหญ่ และภายในตัวเมืองราชคฤห์นั้นจะมีโบราณสถานต่างๆ อยู่มากมาย  ซึ่งเมืองราชคฤห์นั้นห่างจากเมืองพุทธคยาประมาณ 85 กิโลเมตร เดินทางเข้าสู่ เมืองนาลันทา (เมืองแห่งอัครสาวก บ้านเกิดของพระสารีบุตรอัครสาวกเบื้องขวา)
 
0930 น     นำคณะเดินทางขึ้นเขาคิชฌกูฏ ซึ่งเป็นเขาที่เอียงลาดยาวขึ้นไป ลักษณะทางขึ้นนั้นไม่ลำบากมากนัก ระหว่างทางไปเขาคิชฌกูฏ  จะผ่านชีวกัมพวัน ซึ่งเป็นโรงพยาบาลแห่งแรกในพระพุทธศาสนาหมอชีวกได้รับแต่งตั้งให้เป็นแพทย์ประจำราชสำนักหมอชีวก หรือ "ชีวกโกมารภัจจ์" ซึ่งเป็น บุตรของนางสาลวตี ซึ่งเป็นหญิงนครโสเภณีประจำ กรุงราชคฤห์ เมื่อนางคลอดลูกออกมาเป็นชายก็ได้นำไปทิ้งยังกองขยะ ต่อมาอภัยราชกุมารไปพบเข้าจึงนำไปเลี้ยงไว้ในวัง และให้ไปศึกษาวิชาแพทย์ที่เมืองตัก-กสิลา นครหลวงแห่งแคว้นคันธาระเมื่อจบออกมาก็เป็นหมอใหญ่ที่มีชื่อเสียงมากผ่านชมถ้ำสุกรขาตา ซึ่งเป็นถ้ำที่พระสารีบุตรบรรลุพระอรหันต์ และเป็นที่ที่พระเทวฑัตกลิ้งก้อนหินใส่พระพุทธองค์ บนยอดเขาคิชฌกูฏนั้นจะเป็นลานกว้างพอสมควรมีอิฐปรักหักพังลักษณะสี่เหลี่ยมเป็นที่ประทับของพระพุทธองค์และมีกุฏิวิหารสำหรับพระภิกษุสงฆ์อีกหลายท่าน และสามารถมองเห็นทิวทัศน์ของเมืองราชคฤห์ในมุมสูง จากนั้นเดินทางไปชม วัดเวฬุวัน ซึ่งเป็นวัดแห่งแรกที่เกิดในพระพุทธศาสนาที่พระเจ้าพิมพิสารสร้างถวายพระพุทธองค์ และพระอัครสาวกได้อุปสมบท ณ วัดแห่งนี้ เป็นสถานที่ประชุมสงฆ์ครั้งใหญ่ที่เรียกว่า จาตุรงคสันนิบาตซึ่งเป็นเหตุการณ์ที่พระภิกษุสงฆ์จำนวน 1250 รูปเดินทางมาประชุมกันโดยมิได้นัดหมาย และภิกษุสงฆ์เหล่านั้นเป็นเอหิภิกขุอุปสัมปทา
 
เที่ยง     รับประทานอาหารกลางวัน ณ ห้องอาหารของโรงแรม
 
บ่าย     เดินทางเข้าชมมหาวิทยาลัยนาลันทา ซึ่งเป็นมหาวิทยาลัยสงฆ์ที่ใหญ่ที่สุดในโลก  เริ่มสร้างขึ้นตั้งแต่สมัยพระเจ้าอโศกมหาราช แห่งราชวงศ์โมริยะ ประมาณพุทธศตวรรษที่ 3 จากนั้นได้มีการสร้างติดต่อกันเรื่อยมาอีกหลายยุค อันมีวัตถุประสงค์ให้เป็นสถานศึกษาแก่พระภิกษุสงฆ์ในพระพุทธศาสนา สถานที่แห่งนี้ถือเป็นศูนย์กลางในการศึกษาและเผยแผ่พุทธศาสนาไปสู่นานาอารยะประเทศโดยเฉพาะนิกายมหายาน มหาวิทยาลัยนาลันทาเจริญรุ่งเรืองอยู่ได้ประมาณ 800 ปี จึงเริ่มเสื่อมสลายลง แต่เหตุการณ์ที่ทำลายมหาวิทยาลัยนาลันทาอย่างรุนแรง คือ การที่พวกมุสลิมเติรกส์รุกรานเข้ามาในราวปีพ.ศ.1742  ในช่วงที่ทำสงครามกันอยู่ยาวนานกว่า 300 ปี มีการกวาดล้างศาสนาต่างๆบังคับให้เข้าศาสนาตน ฆ่าพระสงฆ์ นักบวชฮินดู ตลอดจนผู้ที่ไม่ยอมเปลี่ยนศาสนา เผาทำลายล้างสิ่งปลูกสร้างและตำราต่างๆที่มีอยู่มากมายมหาศาลจนหมดสิ้น   มหาวิทยาลัยนาลันทาล่มสลายจมลงอยู่ใต้พื้นพิภพ นานถึง 625 ปี เพิ่งมาขุดค้นพบ กันอีกครั้ง เมื่อ พ.ศ. 2403 โดยชาวอังกฤษ การขุดสำรวจ ภายในเนื้อที่ 230 ไร่ ได้พบซากบางส่วนของมหาวิทยาลัยนาลันทา หอประชุม ที่พักนักศึกษา ห้องเรียน โรงอาหาร สังฆาราม เป็นต้น จากนั้นนำท่านไปสักการะหลวงพ่อพระพุทธเจ้าองค์ดำ พระพุทธรูปที่มีอายุเก่าแก่และศักดิ็สิทธิ์ โดยนั่งรถม้า หลวงพ่อพระพุทธเจ้าองค์ดำ เป็นพระพุทธรูปที่แกะสลักจากหินสีดำ หน้าตักกว้าง 60  นิ้ว พระเกตุทรงดอกบัวตูม ปางสมาธิ องคุลีของพระหัตถ์ขวาทั้งหมดชี้ลงธรณี แม้บาง องคุลีและพระนาสิกจะหักบิ่นไป แต่ก็ยังทรงความงดงามอยู่มิได้จืดจางชาวอินเดียนับถือศรัทธา ความศักดิ์สิทธิ์ของท่านมากเวลา ลูกไม่สบาย ก็พากันเอาน้ำมันเนยมาทาที่องค์ท่านก่อนแล้วลูบ เอาน้ำมันเนยนั้นกลับมาทาตัวลูก ทำให้ ลูกหายเจ็บป่วย หายงอแง กินข้าวได้ อ้วนท้วนสมบูรณ์ จนหลายคนขนานนามท่านว่าหลวงพ่อน้ำมัน หรือภาษาอินเดียว่า"เตลิยะบาบา" บางคนก็ ขนาน  นามท่านว่า"หลวงพ่ออ้วน"หรือภาษาอินเดีย ว่า"โมต้าบาบา"  จากนั้นนำท่านกลับโดยรถม้าเพื่อเดินทางขึ้นรถโค้ช  จากนั้นนำคณะสู่ สถานีรถไฟเมืองคยา เพื่อขึ้นรถไฟขบวนพิเศษ พักผ่อนพร้อมรับประทานอาหารค่ำบนรถไฟ    
2300 น  ขบวนรถไฟBuddhist Circuit Trainเคลื่อนตัวออกจากสถานีเพื่อเดินทางต่อไปยัง เมืองพาราณสี  พักผ่อนนอนหลับบนรถไฟขบวนพิเศษ
วันที่ห้าของการเดินทาง             พาราณสี –สารนาถ –โครักปูร์
0500 น      ตื่นเช้าล้างหน้าแปรงฟันหรืออาบน้ำบนรถไฟตามอัธยาศัย
0530 น      พนักงานบริการบนรถไฟเสิร์ฟน้ำชาพร้อมทักทายในตอนเช้าด้วยความเป็นกันเอง
0600 น      รถไฟเดินทางถึง เมืองพาราณสี เมืองที่ตั้งอยู่ทางทิศตะวันออกของกรุงเดลลีเมืองนี้ตั้งอยู่ริมฝั่งแม่น้ำคงคาแม่น้ำศักดิ์สิทธิ์ที่ชาวอินเดียเชื่อว่าไหลมาจากสวรรค์  ซึ่งสายน้ำนั้นไหลมาจากภูเขาหิมาลัย  เมืองพาราณสีนั้นเป็นเมืองเก่าที่มีถนนรอบเมืองวกวนไปมาตามโบสถ์และที่บวงสรวงบูชาพระเจ้าของศาสนาฮินดู เช้าวันนี้นำข้าวของเครื่องใช้ส่วนตัว หรือของที่จะทำบุญติดตัวไป  เจ้าหน้าที่ทัวร์ท้องถิ่น จะต้อนรับ จากนั้น นำคณะเดินทาง โดยรถโค้ชปรับอากาศ เข้าสู่โรงแรม ที่พักเพื่ออาบน้ำชำระร่างกายโดยใช้เวลาเดินทางประมาณ 15 นาที
0800 น       รับประทานอาหารเช้า ณ ห้องอาหารของโรงแรม
 
0900 น     เดินทางต่อไปยังเมืองสารนาถ ซึ่งเป็นเมืองบริวารของเมืองพาราณสีซึ่งอยู่ห่างออกไประยะทาง 10  กิโลเมตร ระหว่างทางผ่าน เจาคันธีสถูป สถานที่พระพุทธองค์ได้ทรงพบปัญจวัคคีย์ ครั้งแรก  หลังจากปัญจวัคคีย์ทั้งหมดผละหนีจากพระพุทธองค์ และเมื่อพระองค์ได้ตรัสรู้แล้ว ทรงระลึกถึงและทรงเมตตาโปรดให้รู้ธรรมตามจึงเสด็จมาพบ และเกิดพระรัตนตรัยขึ้นเป็นครั้งแรกในโลก  ปัจจุบันเป็นเนินดิน สูงประมาณ 20 เมตร นมัสการ พระคันธกุฏิ เป็นกุฏิหลังแรกที่พระพุทธองค์จำพรรษาเป็นพรรษาแรก  หลังจากที่ทรงตรัสรู้อนุตรสัมโพธิญาณ แล้วเข้าชมสังฆารามกุฏิสงฆ์ กว่า 100 หลัง ณ ป่าอิสิปตนมฤคทายวัน ที่ซึ่งสมเด็จพระบรมศาสดาทรงประทานปฐมเทศนาและทรงเสด็จจำพรรษาที่นี่หลายครั้ง
 
นำคณะเดินทางนมัสการ ธัมเมกขสถูป สถานที่แสดงธรรมครั้งแรก สร้างสมัยพระเจ้าอโศกมหาราช ปัจจุบันองค์สถูปมีเส้นผ่าศูนย์กลาง 28.50 เมตร สูง 33.53 เมตร เป็นสถูปทรงกลม ด้านในสร้างด้วยอิฐแดงเกาะกันจนแน่น ด้านนอกก่อด้วยหินทรายแดงแกะลวดลายสวยงาม หินแต่ละก้อนยาวประมาณ 1 เมตร กว้างครึ่งเมตร มีเหล็กเป็นสลักเชื่อมต่อแต่ละก้อนให้ยึดติดกัน มีช่อง 8 ช่อง หมายถึง มรรคแปด ในสมัยก่อนประดิษฐานพระพุทธรูปไว้ในแต่ละช่อง
นำคณะเดินทางถวายคำบูชาธัมเมกขสถูปและเวียนทักษิณาวัตรเพื่อถวายเป็นพุทธบูชาจากนั้นชมสิ่งปลูกสร้างอื่นๆที่ปรากฏตามพุทธประวัติ อาทิ ยสะเจดีย์ เสาอโศก ฯลฯ
                        
เที่ยง    รับประทานอาหารกลางวัน ณ ห้องอาหารของโรงแรม
อิสระให้ท่านได้พักผ่อนหรือหาซื้อของที่ระลึกในโรงแรมที่พักหรือบริเวณใกล้เคียง
1500 น  (เวลาโดยประมาณ) นำคณะเช็คเอาท์ออกจากโรงแรมที่พัก เพื่อเดินทางสู่แม่น้ำคงคา
 
1530 น   จากนั้นนำคณะ เดินทางสู่ท่าเรือเพื่อนำท่านล่อง แม่น้ำคงคาอันศักดิ์สิทธิ์  ซึ่งเป็นแม่น้ำที่มีความยาวกว่า 2500 กิโลเมตร นมัสการพระบรมสารีริกธาตุซึ่งประดิษฐานอยู่ในแม่น้ำคงคา ชมวิธีการดำรงชีวิตและความเป็นอยู่ของชาวเมืองริมฝั่งแม่น้ำคงคา อันเป็นแม่น้ำสายศักดิ์สิทธิ์ของชาวฮินดู ซึ่งแม่น้ำแห่งนี้นั้นชาวฮินดูมีความเชื่อว่าผู้ใด ได้อาบ ดื่ม ถือเป็นมงคลของชีวิต และการลงอาบน้ำในแม่น้ำแห่งนี้นั้นสามารถชำระบาปที่มีมาทั้งชีวิตได้ ด้วยความศรัทธาเหล่านี้เอง จึงทำให้เกิด “โรงแรมมรณะ” ขึ้นริมฝั่งแม่น้ำ เป็นโรงแรมสำหรับผู้ป่วยหนักที่นอนรอความตายเพราะมีความเชื่อว่าหากผู้ใดได้เข้ามาตรงจุดนี้ จะเป็นผู้ที่มีบุญ  สถานที่แห่งนี้ ยังเป็นสถานที่ประกอบศาสนกิจต่าง ๆ ของชาวฮินดู นักเดินทางจะได้เห็นประเพณีพิธีการอาบน้ำล้างบาป พิธีการปลงศพริมแม่น้ำคงคาที่มีความแตกต่าง โดยชาวฮินดูมีความเชื่อกันว่าผู้ที่ถูกเผาในแม่น้ำศักดิ์สิทธิ์แห่งนี้ จะหลุดพ้นจากวงโคจรชีวิต ไม่ต้องเวียนว่ายตายเกิดอีก แต่ได้ขึ้นสวรรค์ในทันที  เนื่องจากสถานที่แห่งนี้เชื่อกันว่าเป็นสถานที่ศักดิ์สิทธิ์ จึงไม่อนุญาตให้ถ่ายรูปโดยเด็ดขาด  หลังจากนั้นเดินทางไปยังสถานีรถไฟ เพื่อเดินทางต่อไปยัง เมืองโครักปูร์ โดยทางรถไฟพร้อมรับประทานอาหารบนรถไฟ
 
ค่ำนี้    คณะเตรียมกระเป๋าเดินทางใบเล็กพร้อมสัมภาระ ของใช้ส่วนตัว สำหรับค้างคืน 1 คืน
วันที่หกของการเดินทาง           โครักปูร์ –ลุมพินี
เช้าตรู่    รับประทานอาหารเช้า ณ ห้องอาหารของโรงแรม
 
นำคณะออกเดินทางโดยรถโค้ชปรับอากาศเพื่อเข้าสู่เมืองลุมพินี ประเทศเนปาลโดยบรรยากาศระหว่างการเดินทางสองข้างทางนั้นลักษณะเป็นทุ่งหญ้า  คณะเตรียมหนังสือเดินทางเพื่อข้ามเขตไปประเทศเนปาล ก่อนเดินทางถึงแวะเยี่ยมชม พุทธวิหารสาลวโนทยาน960  
 
1100 น   เดินทางถึง ประเทศเนปาล
                       
เที่ยง      รับประทานอาหารกลางวัน ณ ห้องอาหารของโรงแรม
 
บ่าย      นำคณะเดินทางสู่มหาวิหารมายาเทวีเพื่อสักการะสถานที่ประสูติของพระพุทธองค์ ณ สวนลุมพินี เชื่อกันว่าเป็นบริเวณที่ประสูติของสิทธัตถราชกุมาร คือจุดที่เสาศิลา ของพระเจ้าอโศกมหาราชตั้งอยู่ ยังมีข้อความภาษาพราหมณ์ จารึกไว้อย่างสมบูรณ์ว่าเป็นสถานที่ประสูติขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ภายใน มหาวิหารมายาเทวี  มีศิลาสลักภาพพุทธประวัติปางประสูติ เป็นรูปพุทธมารดาอยู่ในพระอิริยาบถยืน พระหัตถ์ขวาเหนี่ยวกิ่งไม้สาละ มีรูปเจ้าชายสิทธัตถะออกมาทางปัสสะขวาของพระพุทธมารดา และด้านหน้าของมหาวิหารนั้นสระโบกขรณี  ซึ่งเป็นที่สรงสนานของพระนางสิริมายาเทวี ก่อนจะให้ประสูติกาลพระกุมาร และหลังการประสูติ
ค่ำ       รับประทานอาหารค่ำ ณ โรงแรมที่พัก
วันที่เจ็ดของการเดินทาง      ลุมพินี - กุสินารา – โครักปูร์
เช้า     รับประทานอาหารเช้า
 
หลังรับประทานอาหารเช้า นำคณะออกเดินทางกลับสู่ ประเทศอินเดียข้ามด่านชายแดน เพื่อเดินทางสู่เมืองกุสินารา ใช้เวลาเดินทางประมาณ 3ชั่วโมง 30นาที (โดยประมาณ)
 
เที่ยง    เดินทางถึงเมืองกุสินารา รับประทานอาหารกลางวัน ณ ห้องอาหารของโรงแรม
 
บ่าย   นำคณะเดินทางสู่ สถานที่พระพุทธองค์ทรงเสด็จดับขันปรินิพาน และเป็นสถานที่ถวายพระเพลิงพุทธสรีระ  ณ สาลวโนทยาน  ซึ่งเดิมนั้นเป็นอุทยานของมัลลกษัตริย์ มีสถูปและปรินิพพานวิหาร ประดิษฐานอยู่ ซึ่งปรินิพพานวิหารนั้นภายในประดิษฐานพระพุทธรูปปางไสยาสน์เสด็จดับขันธ์ปรินิพพาน ที่มีความสวยงามมาก  สันนิฐานว่าสร้างขึ้นในราว ๆ พุทธศตวรรษที่ 9โดยเป็นศิลปะแบบเมถุลา ด้านหลังพระวิหารปรินิพพาน มีพระสถูปองค์หนึ่ง เรียกว่า ปรินิพพานสถูป สร้างในรัชสมัยพระเจ้าอโศก โดยมีประวัติว่า พระเจ้าอโศกเมื่อทรงมาถึงสถานปรินิพพาน ทรงเศร้าโศกพระทัย เพราะอาลัยถึงพระพุทธองค์ ถึงกับทรงวิสัญญีล้มสลบ และได้ทรงบริจาคพระราชทรัพย์หนึ่งแสน โปรดดำริให้ ก่อสร้างพระสถูปขนาดใหญ่ ขึ้นในบริเวณที่พระพุทธเจ้าเสด็จดับขันธ์ปรินิพพาน ทรงให้สร้างคร่อมพระแท่นที่ ปรินิพพาน พร้อมด้วยต้นสาละนั่นเอง มีลักษณะเป็นสถูปทรงบาตรคว่ำ สูงราว 70ฟุต บนยอดมีฉัตร 3ชั้น
 
นำท่านเดินทางไป นมัสการมกุฏพันธนเจดีย์ เป็นสถานที่ถวายพระเพลิงพระพุทธสรีระ ซึ่งปัจจุบันเป็นซากเจดีย์ทรงกลมขนาดใหญ่ สันนิษฐานว่าสร้างในสมัยพระเจ้าอโศกมหาราช ได้เวลาพอสมควร นำคณะออกเดินทางกลับสู่ สถานีรถไฟเมืองโครักปูร์
 
ค่ำ     รับประทานอาหารค่ำ บนขบวนรถไฟสายด่วนพิเศษในค่ำนี้
วันที่แปดของการเดินทาง      โครักปูร์ –สาวัตถี –กอนดา
0500 น     ตื่นนอนตอนเช้าตรู่ พร้อมรับประทาน ชา กาแฟ
0530 น     เดินทางถึงสถานีรถไฟเมืองกอนดา นำคณะนั่งรถโค้ชปรับอากาศ เดินทางเข้า เมืองสาวัตถีระยะทาง 65 กิโลเมตร
0800 น     เดินทางเข้าสู่โรงแรมที่พัก เพื่ออาบน้ำ ล้างหน้า พักผ่อน พร้อมรับประทานอาหารเช้า ณ ห้องอาหารของโรงแรม
1000 น    ออกเดินทางเข้าชมสถานที่ซึ่งพระพุทธองค์ทรงแสดงยมกปาฏิหาริย์ มีลักษณะเป็นเนินดินสูงประมาณ 50 เมตร ที่แห่งนี้พระพุทธองค์ทรงแสดงยมกปาฏิหาริย์ย์เพื่อโปรดประชาชนชาวสาวัตถี จากนั้น ทรงเสด็จไปประทับจำพรรษาที่ดาวดึงส์ เมื่อออกพรรษา ทรงเสด็จลงจากสวรรค์ในวันเทโวโรหนะที่สังกัสสะนคร
 
เที่ยง      รับประทานอาหารกลางวัน ณ ห้องอาหารของโรงแรม
บ่าย      จากนั้นชม วัดเชตวันมหาวิหาร ที่ซึ่งพระพุทธองค์ประทับจำพรรษา นานถึง 19 พรรษา เป็นศุนย์กลางการเผยแผ่พระพุทธศาสนาที่สำคัญที่สุด นมัสการพระคันธกุฏี ฤดูร้อน ฤดูหนาวและฤดูฝน นมัสการ ธรรมศาลา ที่ใหญ่ที่สุด ธรรมสภา กุฏิพระอรหันต์ เช่น พระโมคคัลลานะ พระสารีบุตร พระสิวลี พระอานนท์ พระราหุล พระองคุลิมาล พระมหากัสสปะ และอารามฝ่ายพระภิกษุที่เคยจำพรรษาในครั้งพุทธกาล นมัสการ อานันทะต้นโพธิ์ ที่มีอายุยืนยาวมาจนถึง ปัจจุบัน จากนั้นนำคณะไปชมคฤหาสน์ของท่าน อนาถบิณฑิกเศรษฐี บ้านบิดาของท่านองค์คุลิมาล ชมสถานที่ธรณีสูบพระเทวทัต และนางจิญจมาณวิกา
1700 น.  เดินทางกลับมายังสถานีรถไฟเมืองกอนดา เพื่อเดินทางต่อไปยังเมืองอัคราพร้อมทั้งรับประทาน  อาหารและพักผ่อนบนขบวนรถไฟ Buddhist Circuit Train
วันที่เก้าของการเดินทาง                อัครา –เดลลี
0530 น    ขบวนรถไฟ เดินทางถึง สถานีรถไฟเมืองอัครา
0600 น    รับประทานอาหารเช้าบนรถไฟ
0800 น    นำคณะเดินทางโดยรถโค้ชไปยัง ทัชมาฮาล (Taj Mahal)อนุสรณ์สถานแห่งความรักอมตะที่ยิ่งใหญ่งดงาม ตั้งอยู่ริมน้ำยมุนา เป็นสถานที่ซึ่งพระเจ้าซาร์จาฮานทรงมีรับสั่งให้สร้างขึ้นเพื่อเป็นที่บรรจุพระศพของพระนางมุมตัสมาฮาลพระมเหสีซึ่งสิ้นพระชนม์จากการมีประสูติกาลในปีค.ศ. 1631 สถานที่แห่งนี้ใช้เวลาสร้างถึง 22 ปี ด้วยแรงงานกว่า 20,000 คนออกแบบและตกแต่งโดยช่างฝีมือเอกของโลกในยุคนั้นประดับประดาด้วยอัญมณีและหินสีนานาชนิดบนหินอ่อนสีขาว ภายในมีที่บรรจุพระศพของ พระนาง มุมตัส มาฮาลและพระเจ้า ซาร์ จาฮาน ไว้เคียงคู่กันภายในทัชมาฮาลจนตราบชั่วนิรันดร์กาลและยังถือว่าเป็นสัญลักษณ์ของประเทศอินเดียอีกด้วย จากนั้น เดินทางสู่สถานีรถไฟเมืองอัคราเพื่อเดินทางสู่เดลลี
เที่ยง         รับประทานอาหารกลางวันบนรถไฟจัดเตรียมแพ็คกระเป๋าใบใหญ่เพื่อเตรียมตัวเช็คเอาท์ลงจากรถไฟ      
                    
1800 น    (เวลาโดยประมาณ) คณะเดินทางถึงสถานีรถไฟเมืองเดลลี โดยสวัสดิภาพ นำคณะเช็คเอ้าท์ ออกจากขบวนรถไฟ Buddhist Circuit Train นำท่านเดินทางสู่ สนามบิน
 
ค่ำ    รับประทานอาหารค่ำ ณ ภัตตาคาร หลังอาหารนำคณะเดินทางสู่สนามบิน
วันที่สิบของการเดินทาง           เดลลี –กรุงเทพ ฯ
0020 น     ออกเดินทางกลับสู่กรุงเทพ ฯ โดยสายการบิน Thai Airways  เที่ยวบินที่TG 316
0545น.     คณะเดินทางถึง สนามบินสุวรรณภูมิ โดยสวัสดิภาพ
อัตราค่าบริการ  (ราคาสำหรับคณะ 15 ท่าน)
รถไฟชั้น 2 (พักห้องละ 4 ท่าน)     67,000บาท // Promotion** 62,900 บาท
รถไฟชั้น 1 (พักห้องละ 4 ท่าน)     72,500 บาท// Promotion** 67,500 บาท
รถไฟชั้น 1 (นอนชั้นบน - ล่าง 2 ท่าน)   77,900 บาท//  Promotion** 71,500 บาท
รถไฟชั้น 1 (นอนชั้นล่าง 2 ท่าน)   92,700 บาท// Promotion** 82,500 บาท
พักเดี่ยว จ่ายเพิ่มท่านละ   9,850 บาท
**Promotion**
7 – 16 ธันวาคม 2561**// 4 – 13 มกราคม 2562**// 18 – 27 มกราคม 2562**
*** ราคาดังกล่าวอาจมีการปรับเปลี่ยนหากสายการบินมีการเรียกเก็บภาษีน้ำมันและภาษีสนามบินเพิ่มเติม
*** ราคาดังกล่าวสามารถเปลี่ยนแปลงได้ตามความเหมาะสมโดยมิต้องแจ้งให้ทราบล่วงหน้า
 
อัตราค่าบริการรวม
 
-    ค่าตั๋วโดยสารเครื่องบินสายการบินไทยไป-กลับชั้นประหยัด (Economy Class)Bangkok-Delhi-Bangkok
-    ค่าเดินทางโดยรถไฟขบวนพิเศษ Buddhist Circuit Trainตู้นอนชั้นหนึ่งปรับอากาศ หรือชั้นสองปรับอากาศ
-    ค่าภาษีสนามบินไทย-อินเดีย
-    ค่าวีซ่าประเทศอินเดีย
-    ค่าวีซ่าประเทศเนปาล
-    อาหารทุกมื้อตามที่ระบุในรายการ พร้อมน้ำดื่มสะอาดตลอดการเดินทาง
-    ที่พักบนรถไฟ และในโรงแรม ทุกแห่ง
-    ค่ารถโค้ชปรับอากาศตลอดเส้นทาง ตามที่ระบุในรายการ
-    ค่าเข้าชมสถานที่ต่างๆ ตามที่ระบุในรายการ
-    กระเป๋าล้อลากอย่างดีท่านละ 1 ใบ
-    ค่ารถม้าไปนมัสการพระพุทธเจ้าองค์ดำ ทั้งขาไปและขากลับ
-    ผ้ารองนั่ง สำหรับการปฏิบัติในสถานที่ศักดิ์สิทธิ์ท่านละ 1 ผืน
-    ค่าประกันอุบัติเหตุวงเงิน ท่านละ 1,000,000 บาท
-    ค่าทิปคนขนกระเป๋า คนขับรถ พร้อมผู้ช่วย ไกด์ท้องถิ่น  เจ้าหน้าที่บริการบนรถไฟพร้อมเจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัย
 
ราคานี้ไม่รวม   
 
-       ค่าทำหนังสือเดินทาง
-       ค่าน้ำหนักของกระเป๋าเดินทางในกรณีที่เกินกว่าสายการบินกำหนด 20 กิโลกรัม
-       ค่าทำใบอนุญาตที่กลับเข้าประเทศของคนต่างชาติ หรือคนต่างด้าว
-       ค่าภาษีท่องเที่ยวหากมีการจัดเก็บ
-       ค่าภาษีมูลค่าเพิ่ม 7 % และภาษีหัก ณ ที่จ่าย 3%
-       ค่ากล้องถ่ายรูป และค่ากล้องวีดีโอ หากจะนำไปถ่ายภาพภายในสถานที่ สำคัญ ซึ่งทางหัวหน้าทัวร์จะแจ้งให้ทราบ
-       ค่าอาหารและเครื่องดื่มที่ท่าน สั่งมาทานนอกเหนือจากรายการ
-       ค่ามินิบาร์ โทรศัพท์ ฯลฯ  ในโรงแรม
-       ค่าเสลี่ยงขึ้นเขาคิชกูฏ พร้อมค่าทิป คนหามเสลี่ยง หากต้องการ ท่านละ ประมาณ 900 รูปี หรือเป็นเงินไทย ประมาณ 500 บาท ทั้งขาขึ้น และ ขาลง(สำหรับผู้สูงอายุ หรือผู้ที่เดินไม่สะดวก)